Atlassian และ OpenAI เดินหน้าขยายความร่วมมือ เปลี่ยนความรู้ภายในองค์กรสู่การปฏิบัติจริง
Atlassian และ OpenAI เดินหน้าขยายความร่วมมือ ด้วยการนำโมเดลระดับแนวหน้าในตระกูล GPT‑6 มาใช้ทั่วแพลตฟอร์มของ Atlassian เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์ AI ที่ช่วยให้ทีมวางแผน สร้างสรรค์ และส่งมอบงานได้ดียิ่งขึ้น การผสานความสามารถของทั้งสองบริษัทจะเปิดทางให้ลูกค้าที่ใช้บริการร่วมกันทำงานกับผลิตภัณฑ์ของ Atlassian และ OpenAI ได้หลากหลายยิ่งขึ้น
ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้ โมเดลระดับแนวหน้าของ OpenAI จะเข้ามาขับเคลื่อนเอเจนต์บนแพลตฟอร์มของ Atlassian รวมถึง Rovo โดย Rovo ผสานความสามารถของ OpenAI เข้ากับ Teamwork Graph ของ Atlassian ซึ่งเชื่อมโยงบุคลากร โครงการ เอกสาร และการตัดสินใจต่างๆ ภายในองค์กรเข้าด้วยกัน ทำให้ AI เข้าใจวิธีการทำงานของแต่ละองค์กรได้อย่างลึกซึ้ง
ความร่วมมือที่ขยายตัวครั้งนี้ต่อยอดจากความร่วมมือที่เริ่มขึ้นในปี 2566 และเกิดขึ้นในช่วงที่ Atlassian กำลังขยายการใช้งาน Codex และ ChatGPT Enterprise ภายในองค์กร ปัจจุบันนักพัฒนาของ Atlassian มากกว่า 3,000 คนใช้ Codex ผ่านเทอร์มินัล IDE และกระบวนการตรวจสอบโค้ดของตนเอง นอกจากนี้ ผู้ใช้ Codex ยังสามารถเข้าถึงงานที่เกี่ยวข้องและเอกสารทางเทคนิคผ่านปลั๊กอินของ Atlassian ที่ขับเคลื่อนด้วย Teamwork Graph ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียน ทดสอบ และเผยแพร่ซอฟต์แวร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ข้อตกลงนี้ช่วยให้ Atlassian เข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้ารุ่นล่าสุดของ OpenAI ได้มากขึ้น รวมถึง GPT‑6 Astra และโมเดลในตระกูล GPT‑5.6 ในขณะที่ OpenAI เดินหน้าพัฒนาความสามารถของโมเดลให้ดียิ่งขึ้น ใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม และให้ความคุ้มค่าต่อราคามากขึ้น
“การผสานศักยภาพระดับแนวหน้าของ OpenAI เข้ากับ Teamwork Graph ของ Atlassian ช่วยให้ AI เข้าใจบริบทภายในองค์กรได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำไปใช้กับการทำงานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เราพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิด ความร่วมมือที่ขยายตัวครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้านำโมเดลชั้นนำของโลกมาใช้กับบริบทการทำงานจริงในแต่ละวันได้อย่างราบรื่น”
“การผสานโมเดลระดับแนวหน้าของ OpenAI เข้ากับ Atlassian ช่วยให้องค์กรนำความสามารถของเอเจนต์มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบนพื้นฐานของวิธีการทำงานจริงของธุรกิจ ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้ทีมไม่เพียงเข้าใจงานที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังสามารถลงมือดำเนินการต่อได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น”
เมื่อความร่วมมือขยายตัวต่อไป OpenAI จะยังคงใช้ Jira เพื่อช่วยจัดการกระบวนการทำงานสำคัญภายในบริษัท ทั้งสองบริษัทตั้งใจนำความสามารถระดับแนวหน้าของ AI เข้าไปอยู่ในเครื่องมือที่ธุรกิจใช้งานอยู่แล้ว เพื่อให้เอเจนต์ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวันของทีมอย่างกลมกลืนยิ่งขึ้น
API ของ OpenAI ช่วยให้ Atlassian นำความสามารถใหม่ด้านการให้เหตุผลมาใช้ใน Rovo ได้โดยตรงตามพัฒนาการของโมเดล ลูกค้าจึงเข้าถึง AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ในเครื่องมือที่ใช้อยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาจถาม Rovo ว่าทีมยังดำเนินงานได้ตามกำหนดหรือไม่ Rovo จะอาศัยข้อมูลจาก Teamwork Graph เพื่อเชื่อมโยงทิกเก็ตใน Jira เอกสารใน Confluence และบทสนทนาที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงตรวจดูว่ามีปัญหาด้านวิศวกรรมตรงไหน พร้อมแจ้งเตือนเมื่อทีมพลาดเป้าหมายสำคัญ และชี้ให้เห็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ โมเดลของ OpenAI จะช่วยสรุปข้อมูลทั้งหมดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทีมพร้อมเปิดตัวมากน้อยเพียงใด พร้อมแนะนำว่าควรดำเนินการอะไรต่อ ทีมจึงใช้เวลาน้อยลงกับการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง และมีเวลามากขึ้นในการผลักดันงานให้เดินหน้าต่อ
ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมการใช้งานนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ของ Atlassian ด้วย โดยลูกค้าสามารถใช้ปลั๊กอิน Atlassian และ Teamwork Graph CLI สำหรับ ChatGPT และ Codex เพื่อเชื่อมทั้งสองเครื่องมือเข้ากับเวิร์กโฟลว์ที่มีอยู่ ทำให้ AI เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ เอกสาร และบริบทในการพัฒนาที่จำเป็นได้ โดยยังคงเป็นไปตามสิทธิ์ที่องค์กรกำหนดไว้
ล่าสุด Atlassian ได้เปิดตัวส่วนขยายปลั๊กอิน(เปิดในหน้าต่างใหม่)ที่นำรายการงานใน Jira เนื้อหาใน Confluence และข้อมูลบุคคลมาใส่ในพรอมต์ของ ChatGPT และ Codex ได้โดยตรง นอกจากนี้ Atlassian Home ที่ปักหมุดไว้ยังแสดงงานที่ได้รับมอบหมาย วิดีโอ Loom ล่าสุด โครงการ และคำขอ Pull Request ใน Bitbucket ช่วยให้ทีมเข้าถึงบริบทที่เกี่ยวข้องและลงมือทำงานได้
Atlassian และ OpenAI กำลังพัฒนาการเชื่อมต่อกับ Jira ให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อให้ทีมสามารถมอบหมายงานให้แก่เอเจนต์ AI ติดตามว่างานคืบหน้าไปถึงไหน บันทึกข้อสรุปจากการตัดสินใจ และตรวจสอบผลงานได้ง่ายขึ้น เมื่อนำความสามารถเหล่านี้มาใช้ร่วมกับ DX แพลตฟอร์มของ Atlassian ที่ใช้วัดประสิทธิภาพของนักพัฒนาและงานวิศวกรรม ผู้นำทีมวิศวกรรมก็จะสามารถดูได้ชัดเจนขึ้นว่า AI ช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนา ลดระยะเวลาการทำงานในแต่ละรอบ และส่งผลต่อประสบการณ์ของนักพัฒนาอย่างไร โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล


