ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
OpenAI

14 ตุลาคม 2569

สตาร์ทอัพ

Third Moment Research ใช้เอเจนต์ 10,000 ตัวทำงาน 36+ ชั่วโมง

แล็บ AI แห่งนี้ใช้ GPT‑6 Astra, GPT‑6.1 Sol, Codex และ Daybreak สำหรับความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสร้างเอเจนต์ที่ทำงานได้ต่อเนื่องหลายวันและพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นจากการใช้งาน

โลโก้ตัวอักษรสีขาวของ Third Moment บนกระจกสีพลัมหม่นที่ส่องสว่างด้วยแสงสีอำพันโทนอุ่น
ขนาดบริษัท: สตาร์ทอัพ
ภูมิภาค: อเมริกาเหนือ
อุตสาหกรรม: เทคโนโลยี
ผลิตภัณฑ์: API, Codex

10,000

เอเจนต์ที่ทำงานพร้อมกัน

36–48

ชั่วโมงต่อการวิจัยอัตโนมัติหนึ่งเซสชัน

97%

เวลาทดสอบย้อนหลังที่ลดลงด้วย Codex

1

ล้านล้านโทเค็นของ OpenAI ในวันเดียว

กำลังโหลด…

ทุกบริษัทต่างมีขั้นตอนการทำงาน เครื่องมือ กรณีเฉพาะ และนิยามความสำเร็จเป็นของตัวเอง ⁠(เปิดในหน้าต่างใหม่)Third Moment Research⁠(เปิดในหน้าต่างใหม่) เชื่อว่าเอเจนต์ที่ดีที่สุดควรทำงานเฉพาะทางเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ และยิ่งใช้งานมากเท่าไร ก็ยิ่งพัฒนาความสามารถได้มากขึ้นเท่านั้น

บริษัทกำลังนำแนวคิดนี้มาพัฒนาระบบ AI ที่สามารถเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองได้ โดยใช้โมเดลล่าสุดของ OpenAI เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเอเจนต์ ค้นหาจุดอ่อนที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสร้างสถานการณ์จำลองสังเคราะห์หลายพันรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ จากนั้นทีมงานจะนำสถานการณ์จำลองเหล่านี้มาใช้พัฒนาความสามารถของเอเจนต์ และทำขั้นตอนนี้ซ้ำเมื่อพบปัญหาใหม่ๆ

Third Moment ใช้ Codex, GPT‑6 Astra, GPT‑6 Sol และ GPT‑6.1 Sol เพื่อรองรับงานวิจัยและการประมวลผลของระบบ ทำให้สามารถใช้เอเจนต์ได้พร้อมกันถึง 10,000 ตัวในการตรวจสอบเชิงลึกที่ใช้เวลาต่อเนื่อง 36–48 ชั่วโมง อีกทั้งยังนำ Daybreak มาใช้ทดสอบความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมการทำงานของเอเจนต์อีกด้วย

“ในเซสชันเดียว GPT-6.1 Sol สามารถดำเนินงานวิจัยเชิงคำนวณอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกันตลอดการประมวลผลหลายวันโดยไม่หลุดประเด็น”
—Adam Khakhar ผู้ร่วมก่อตั้ง Third Moment Research

ลดเวลาในการทำงานและการใช้โทเค็นอย่างสิ้นเปลืองด้วย Codex

หนึ่งในสาขาแรกๆ ที่ Third Moment นำเทคโนโลยีของบริษัทไปประยุกต์ใช้คือการเงินเชิงปริมาณ เนื่องจากเป็นสาขาที่มีเกณฑ์วัดความสำเร็จชัดเจน จึงเหมาะสำหรับการศึกษาว่าเอเจนต์ทำงานอย่างไรและพบปัญหาในขั้นตอนใดบ้าง โดยทีมงานใช้ Codex เพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาภายในสภาพแวดล้อมการวิจัย

ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ Codex ร่วมกับ GPT‑5.6 ซึ่งเป็นโมเดล GPT รุ่นล่าสุดในขณะนั้น เพื่อวิเคราะห์บันทึกลำดับการทำงานของเอเจนต์ในการจำลองหลายพันรายการ โดยบันทึกเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการกระทำของเอเจนต์และการตอบสนองของสภาพแวดล้อม พร้อมนำข้อมูลเวลาที่บันทึกไว้และโค้ดทั้งหมดของโครงการมาวิเคราะห์ประกอบกัน

Codex พบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบทำงานช้าคือการทดสอบกลยุทธ์การซื้อขายกับข้อมูลคำสั่งซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ย้อนหลังหนึ่งปี ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ระหว่างที่รอให้การทดสอบเสร็จสิ้น เอเจนต์จะสอบถามสถานะของงานอยู่เรื่อย ๆ ทำให้สิ้นเปลืองโทเค็น และมีข้อความตรวจสอบสถานะกินพื้นที่ในบริบทที่เอเจนต์ใช้ประมวลผลข้อมูล

Codex เริ่มจากการตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบทดสอบย้อนหลัง พร้อมศึกษาข้อมูลนำเข้าและวิธีใช้งาน ก่อนพบแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพสองวิธี ได้แก่ การใช้แคชและการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำให้กระชับขึ้น Codex จึงทดลองแนวทางแก้ไขและนำวิธีที่เหมาะสมไปใช้ในระบบจริง ส่งผลให้การทดสอบย้อนหลังที่เคยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเสร็จสิ้นภายใน 3–5 นาที นอกจากนี้ ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองโทเค็นและปริมาณข้อมูลที่ไม่จำเป็นในบริบทการทำงาน ทำให้เอเจนต์สามารถนำโทเค็นไปใช้กับการทดลองอื่นๆ ได้มากขึ้น

ช่วยให้เอเจนต์ทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่หลุดเป้าหมายด้วย Codex และ GPT‑6

Third Moment จัดเตรียมเครื่องมือ ข้อมูล และสภาพแวดล้อมที่จำเป็นให้เอเจนต์แต่ละตัวตามลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย สำหรับงานวิจัยเชิงปริมาณ ทีมงานใช้ระบบ Harness มาตรฐานของ Codex ภายในสภาพแวดล้อมที่สร้างด้วย Docker โดยเอเจนต์จะได้รับข้อมูลขนาด 1 เทราไบต์ เอกสารประกอบ และ Repository สำหรับงานวิจัย ซึ่งมีโมดูลสำหรับการสร้างคุณลักษณะจากข้อมูล การฝึกโมเดลด้วย GPU การพัฒนากลยุทธ์การซื้อขาย และการจำลองสถานการณ์

GPT‑6 Astra, GPT‑6 Sol และ GPT‑6.1 Sol ทำหน้าที่วิเคราะห์และให้เหตุผล ส่วนระบบ Harness ของ Codex ช่วยให้เอเจนต์สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อปฏิบัติงาน วางแผน กำหนดเป้าหมาย สร้างเอเจนต์ย่อย และสรุปบริบทให้กระชับลงระหว่างการทำงานอย่างต่อเนื่อง

เพื่อแก้ปัญหาเอเจนต์หยุดทำงานก่อนเสร็จ Third Moment ใช้ Codex เป็นเอเจนต์ย่อยภายใน Harness ชั้นนอกที่ขับเคลื่อนด้วย GPT‑6 Sol หรือ GPT‑6.1 Sol เมื่อมีงานค้างอยู่ Harness ชั้นนอกจะตรวจสอบลำดับการทำงาน แล้วตัดสินใจว่าจะลองใหม่ ยุติงาน หรือส่งต่อให้มนุษย์ตรวจสอบ

“ระบบ Harness ของ Codex มีความยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลายสาขา”
—Adam Khakhar ผู้ร่วมก่อตั้ง Third Moment Research

ในสภาพแวดล้อมการวิจัยนั้น เอเจนต์ทำงานเพื่อปรับปรุงระบบซื้อขายตั้งต้นที่วิศวกรของ Third Moment สร้างขึ้น โดยนำกลยุทธ์การซื้อขายมาทดสอบกับข้อมูลย้อนหลัง ประเมินว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนั้นเกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงความผันผวนแบบสุ่ม แล้วนำผลที่ได้มาใช้ตัดสินใจว่าจะทดลองอะไรต่อไป Adam ระบุว่าการทำงานของเอเจนต์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบซื้อขายตั้งต้นได้แล้ว

วงจรการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของ Third Moment Research: เอเจนต์ดำเนินการทดลอง ระบุปัญหาที่เกิดซ้ำ สร้างสถานการณ์จำลอง และปรับปรุงเอเจนต์ โดยใช้ Codex และโมเดลของ OpenAI

วิจัยได้ต่อเนื่องนานขึ้นด้วยการใช้โทเค็นอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Adam กล่าวว่า ก่อนที่จะมี GPT‑5.5 โมเดลสามารถทำการทดลองได้เฉพาะตามที่ผู้ใช้กำหนดไว้เท่านั้น แต่เมื่อมี GPT‑5.5 และ GPT‑5.6 โมเดลที่ทำงานร่วมกับระบบ Harness ของ Codex ก็สามารถนำผลการทดลองมาใช้วางแผนการทดลองครั้งต่อไปได้ ปัจจุบัน GPT‑6 Astra, GPT‑6 Sol และ GPT‑6.1 Sol ช่วยให้เอเจนต์สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้ด้วยการสร้างเอเจนต์ย่อยเพื่อดำเนินการทดลองหลายร้อยรายการพร้อมกัน

ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยให้เอเจนต์สามารถสำรวจแนวทางการวิจัยใหม่ๆ ที่ทีมงานไม่เคยนึกถึงมาก่อน ตัวอย่างเช่น ในการทำงานครั้งหนึ่ง GPT‑6.1 Sol พบว่ารายการซื้อขายที่ไม่แสดงในสมุดคำสั่งซื้อขายส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่งอย่างไร โดยรายการซื้อขายประเภทนี้มีสัดส่วนของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดสูงกว่าที่คาดไว้มาก Adam กล่าวว่า “นี่เป็นข้อค้นพบที่ทีมวิจัยของเราไม่เคยนึกถึงในตอนแรก”

Third Moment ประเมินประสิทธิภาพของโมเดลในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ระบบแมชชีนเลิร์นนิง และการวิจัยเชิงปริมาณ โดยทดสอบโมเดลรุ่นล้ำหน้าที่เพิ่งเปิดตัวด้วยการตั้งค่าระดับการให้เหตุผลสูงสุด เพื่อประเมินความสามารถในการค้นหาและทำความเข้าใจโค้ดใน Repository การเขียนโค้ดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทยังทดสอบ GPT‑6 Luna ด้วย

“ปัจจุบัน GPT-6.1 Sol เป็นโมเดลที่เราใช้มากที่สุด เพราะใช้โทเค็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โมเดลนี้ทำงานสำเร็จโดยใช้โทเค็นน้อยที่สุด พร้อมให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GPT-6 Astra”
—Jeffrey Yan ผู้ร่วมก่อตั้ง Third Moment Research

การทดสอบหนึ่งกำหนดให้เอเจนต์ลดความล่าช้าในการอัปเดตข้อมูลของระบบแสดงคะแนนแบบเรียลไทม์ โดยต้องรักษาความถูกต้องของผลลัพธ์เดิมไว้ ทีมงานวัดความเร็วที่เพิ่มขึ้นด้วยการนำเวลาเฉลี่ยที่โซลูชันซึ่งผู้เชี่ยวชาญพัฒนาขึ้นใช้ในการทำงาน มาหารด้วยเวลาเฉลี่ยของโซลูชันที่โมเดลสร้างขึ้น โดยทดสอบบนฮาร์ดแวร์เดียวกันและนับเฉพาะโซลูชันที่ให้ผลลัพธ์ถูกต้อง Adam ระบุว่า GPT‑6 Astra ทำความเร็วเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด

สำหรับงานที่มีเป้าหมายเฉพาะ เช่น การตรวจหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยบางประเภทในระบบจำลอง ทีมงานจะเลือกใช้โมเดลที่ประหยัดทรัพยากรมากกว่าอย่าง GPT‑5.6 Terra ส่วนงานที่ต้องค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก Adam มองว่าความสามารถในการให้เหตุผลที่สูงขึ้นนั้นคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยกล่าวว่า “ในแวดวงการเงินเชิงปริมาณ การค้นพบสัญญาณที่น่าสนใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ถือเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงมาก”

ทดสอบความปลอดภัยแบบอัตโนมัติด้วย Daybreak

เนื่องจาก Third Moment มีเอเจนต์ 10,000 ตัวที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ บริษัทจึงต้องสามารถตรวจสอบความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมการวิจัยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมงานจึงนำ Daybreak ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มาใช้ทดสอบความปลอดภัยโดยอัตโนมัติก่อนเริ่มการจำลองสถานการณ์

การทดสอบจะตรวจสอบว่าเอเจนต์สามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการวิจัยและเข้าถึงเครือข่ายภายนอกได้หรือไม่ “การใช้ Daybreak ทำให้เราสามารถให้เอเจนต์ทดสอบเจาะระบบจำลองด้วยตัวเอง รวมถึงทดสอบโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยของระบบนั้นได้” Adam กล่าว

“หากไม่มี Daybreak เราคงทดสอบเรื่องนี้แบบอัตโนมัติในวงกว้างไม่ได้”
—Adam Khakhar ผู้ร่วมก่อตั้ง Third Moment Research

เดินหน้าสู่การใช้เอเจนต์หลายแสนตัวทำงานประสานกัน

Third Moment ยังมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้กับงานเฉพาะทางที่บริษัทต่างๆ ต้องทำในแต่ละวันด้วย เช่น ธุรกิจค้าปลีกอาจใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อสินค้าคงคลังมีไม่เพียงพอหรือซัพพลายเออร์ส่งสินค้าล่าช้า ส่วนทีมวิศวกรก็อาจใช้ค้นหาจุดที่ทำให้ระบบทำงานช้าลงภายในชุดโค้ดขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจซึ่งต้องจัดการเอกสารจำนวนมากอาจใช้ตรวจหาข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่ระบุว่าจะดำเนินการในเอกสารฉบับหนึ่งกับผลการดำเนินงานที่บันทึกไว้ในเอกสารอีกฉบับ

Third Moment วางแผนต่อยอดความสามารถในการให้เหตุผลของ GPT‑6 Astra, GPT‑6 Sol และ GPT‑6.1 Sol เพื่อขยายจากการศึกษาค้นคว้าแต่ละเรื่องไปสู่การใช้เอเจนต์ย่อยหลายแสนตัวทำงานร่วมกัน โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะใช้โทเค็นหลายล้านล้านโทเค็นรองรับการทดลองหลายสิบรายการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องเป็นลำดับ เพราะแต่ละการทดลองต้องอาศัยผลลัพธ์จากการทดลองก่อนหน้า ทั้งนี้ บริษัทต้องการนำผลการวิจัยเหล่านี้มาใช้พัฒนาเอเจนต์ให้สามารถปรับปรุงตัวเองได้โดยอัตโนมัติเมื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ

Adam มองว่าแนวทางนี้จะช่วยให้มนุษย์มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้และการทำงานของเอเจนต์ได้มากขึ้น โดยกล่าวว่า “มนุษย์จะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะเราจะหันมาให้ความสำคัญกับการคิดว่าจะทำวิจัยอย่างไร และจะปรับปรุงกระบวนการวิจัยให้ดีขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะต้องลงมือทำวิจัยเอง”