บริษัทระดับแนวหน้าทิ้งห่างคู่แข่งไปได้อย่างไร
B2B Signals แสดงให้เห็นว่าความได้เปรียบจาก AI กำลังเริ่มทวีคูณสำหรับบริษัระดับแนวหน้าที่ใช้งาน AI อย่างเจาะลึก ครอบคลุม และปล่อยให้ระบบจัดการกระบวนการทำงานแทนมากขึ้น
สรุปย่อ
- บริษัทแถวหน้าซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งาน AI สูงสุดในระดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 มีสัดส่วนการใช้ความฉลาดจาก AI ต่อพนักงานหนึ่งคนมากกว่าบริษัททั่วไปถึง 3.5 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 2 เท่าเมื่อปีก่อน
- ช่องว่างไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการใช้งาน แต่อยู่ที่ความลึกของการใช้ เพราะปริมาณข้อความอธิบายความได้แค่ 36% ส่วนใหญ่ของความได้เปรียบมาจากการใช้ AI แบบซับซ้อนและมีมิติมากกว่า
- เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนต์กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดของบริษัทระดับแนวหน้า ข้อได้เปรียบที่มากที่สุดปรากฏในการใช้เครื่องมือระดับสูง โดยบริษัทเหล่านี้ส่งข้อความบน Codex ต่อพนักงานสูงกว่าบริษัททั่วไปถึง 16 เท่า
- องค์กรต่างๆ สามารถก้าวไปสู่ระดับแนวหน้าได้ โดยบริษัทชั้นนำจะเน้นการวัดผลในเชิงลึก สร้างระบบกำกับดูแลเพื่อนำมาใช้งานจริง ลงทุนในด้านการส่งเสริมศักยภาพ ขยายผลสิ่งที่ใช้ได้จริง และเปลี่ยนผ่านจากการใช้ระบบแชตช่วยเหลือไปสู่การมอบหมายงานให้เอเจนต์ปฏิบัติงานแทน
สำหรับหลายองค์กร ระยะแรกของการนำ AI มาใช้เน้นเรื่องการเข้าถึงเป็นหลักว่าใครมีเครื่องมือ AI ใช้อยู่ มีการเปิดสิทธิ์ให้กี่คน และพนักงานได้ลองใช้งานกันแค่ไหน สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้การเข้าถึงไม่ได้เป็นจุดชี้วัดความได้เปรียบแล้ว
งานวิจัยล่าสุดของเราชี้ให้เห็นว่า ความได้เปรียบของบริษัทระดับแนวหน้าเริ่มส่งผลลัพธ์แบบทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทระดับแนวหน้ากำลังทิ้งห่างคู่แข่งเพราะพวกเขาใช้ระบบอัจฉริยะต่อพนักงานสูงกว่า นำเครื่องมือขั้นสูงมาใช้อย่างเข้มข้นมากขึ้น และผสาน AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
วันนี้เราขอเปิดตัว B2B Signals ซึ่งเป็นส่วนขยายเชิงธุรกิจของ OpenAI Signals การวัดผลนี้ช่วยให้เราเห็นภาพการกระจายตัวของ AI ในภาคธุรกิจได้เป็นระยะ โดยอ้างอิงจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ OpenAI ของกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน
- AI ถูกนำไปใช้ในองค์กรอย่างลึกซึ้งเพียงใด
- เครื่องมือและงานใดที่เกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ในระดับแนวหน้ามากที่สุด
- ทิศทางการขยายตัวของการใช้งานในองค์กร ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ และฟังก์ชันการทำงานต่างๆ มากขึ้น
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์ทั้งหมดในรายงานฉบับนี้อ้างอิงจากข้อมูลการใช้งานระดับองค์กรในภาพรวมที่ผ่านการลบข้อมูลระบุตัวตนออกแล้ว การจัดหมวดหมู่เนื้อหาข้อความดำเนินการผ่านระบบอัตโนมัติ โดยกระบวนการวิเคราะห์ครั้งนี้ไม่มีพนักงานของ OpenAI เข้าไปตรวจสอบข้อมูลขององค์กร ธุรกิจ หรือลูกค้า API แต่ละราย
ตัวบ่งชี้ที่เด่นที่สุดคือความลึกของการใช้งาน ตอนนี้องค์กรระดับแนวหน้าใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะต่อพนักงานสูงกว่าองค์กรทั่วไป 3.5 เท่า ขยับขึ้น 2 เท่าจากเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ปริมาณข้อความชี้ให้เห็นถึงช่องว่างดังกล่าวได้เพียง 36% ในขณะที่ความแตกต่างส่วนใหญ่ล้วนมาจากการใช้งานในระดับที่ลึกซึ้งกว่า พนักงานในบริษัทชั้นนำกำลังมอบหมายให้ AI ทำงานที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมทั้งป้อนข้อมูลบริบทที่ละเอียดกว่าเดิม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีสาระสำคัญมากขึ้น
ในรายงานฉบับนี้เราใช้จำนวนโทเค็นที่สร้างขึ้นเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความต้องการใช้งานความสามารถอัจฉริยะ แม้โทเค็นจะไม่ใช่มาตรวัดมูลค่าทางธุรกิจโดยตรง แต่ก็ช่วยวัดปริมาณงานที่พนักงานมอบหมายให้ AI ทำ จึงถือเป็นตัวแทนที่มีประโยชน์ในการประเมินความลึกของการใช้งาน AI
สรุปง่ายๆ ก็คือ องค์กรทั่วไปใช้ AI ในการหาคำตอบ ในขณะที่องค์กรระดับแนวหน้าใช้ AI ช่วยดำเนินงานที่มีความซับซ้อน พวกเขาไม่ได้แค่ส่งข้อความมากขึ้นเท่านั้น แต่การโต้ตอบแต่ละครั้งยังช่วยทำงานจริงได้มากขึ้นด้วย
เมื่อพิจารณาสัญญาณเหล่านี้รวมกัน จะเห็นได้ว่าบริษัทระดับแนวหน้ากำลังใช้ AI สำหรับงานที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น สำหรับกลุ่มผู้นำ ประเด็นสำคัญกำลังเปลี่ยนจากการวัดว่ามีพนักงานกี่คนที่เข้าถึงหรือใช้งาน AI บ่อยเพียงใด ไปสู่การตั้งคำถามว่า AI เข้าไปลงลึกในกระบวนการทำงานส่วนใด และช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมอย่างไร
บริษัทระดับแนวหน้ากำลังขยับไปสู่รูปแบบการมอบหมายงานให้ระบบทำแทน
ความได้เปรียบสูงสุดปรากฏให้เห็นในการใช้เครื่องมือระดับสูงและเครื่องมือแบบเอเจนต์ Codex แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างที่สุด โดยบริษัทระดับแนวหน้ามีการส่งข้อความต่อพนักงานมากกว่าบริษัททั่วไปถึง 16 เท่า ChatGPT เอเจนต์, แอปใน ChatGPT, การค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก และ GPTs แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบริษัทชั้นนำสามารถนำเครื่องมือมาประยุกต์ใช้ได้ดีกว่า เพื่อช่วยให้พนักงานเขียนโค้ด มอบหมายงานที่มีหลายขั้นตอน นำบริบทขององค์กรมาปรับใช้ และทำการวิจัยที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เมื่อระบบ AI มีความสามารถมากขึ้นในการใช้เครื่องมือต่างๆ ทำงานข้ามไฟล์และฐานโค้ด ไปจนถึงรับมือกับงานที่ใช้ระยะเวลานานขึ้นได้ องค์กรต่างๆ จะต้องปรับตัวเพื่อมอบหมายงานที่สำคัญให้กับ AI เอเจนต์
บริษัทที่เริ่มลงมือก่อนกำลังสร้างศักยภาพในการดำเนินงาน เพื่อนำ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือการทำงานที่เร็วขึ้น แต่เป็นแนวทางในการออกแบบการทำงานใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
Cisco นำ Codex มาใช้เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั่วทั้งแผนกวิศวกรรมขนาดใหญ่ของบริษัท ในการทำงานจริง Codex ช่วยลดเวลาในการสร้างระบบลงได้ประมาณ 20% ประหยัดเวลาการทำงานของวิศวกรได้มากกว่า 1,500 ชั่วโมงต่อเดือน และเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขข้อผิดพลาดได้ถึง 10-15 เท่า ดังที่ทีมของ Cisco กล่าวไว้ ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาปฏิบัติต่อ Codex ว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของทีม”
อีกทั้ง AI ยังเริ่มเข้าไปอยู่ในเวิร์กโฟลว์ระดับปฏิบัติการครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร
องค์กรหลายแห่งเริ่มนำกรณีการใช้งาน API ไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ช่วยภายในแอป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและเขียนโปรแกรม ตลอดจนการสนับสนุนลูกค้า นี่คือจุดที่ AI สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบภายในได้
การใช้งาน AI แพร่หลายที่สุดในงานเขียนและการสื่อสาร แต่การใช้งานเฉพาะสายงานก็กำลังเติบโตขึ้นเช่นกัน ทีมไอทีและทีมรักษาความปลอดภัยเน้นสอบถามข้อมูลเชิงวิธีปฏิบัติและขั้นตอนการทำงานเป็นหลัก ขณะที่ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์และวิทยาศาสตร์ข้อมูลใช้งานด้านการเขียนโค้ดในระดับสูง ส่วนทีมการเงินหันมาใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์และคำนวณ รูปแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั่วไป และขยับเข้าไปมีบทบาทในงานที่ยึดโยงกับความรับผิดชอบหลักของแต่ละสายงานมากขึ้น
ไม่มีมาตรวัดความสำเร็จในการประยุกต์ใช้ AI ที่เป็นมาตรฐานเดียว บางอุตสาหกรรมเป็นผู้นำในการนำ ChatGPT ไปใช้อย่างแพร่หลาย ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นเป็นผู้นำในด้านการใช้งาน Codex มีอัตราการใช้ API ที่สูง หรือปริมาณการส่งข้อความที่มากกว่า นั่นหมายความว่าองค์กรต่าง ๆ มีจุดเริ่มต้นได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสิทธิ์การเข้าถึง การใช้งานให้ลึกซึ้งขึ้น การนำเครื่องมือแบบเอเจนต์มาใช้ หรือการผสาน AI เข้ากับผลิตภัณฑ์และระบบโดยตรง
Travelers Insurance สะท้อนให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้วการประยุกต์ใช้รูปแบบนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร ระบบผู้ช่วยเคลมประกัน AI ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยีจาก OpenAI จะคอยให้คำแนะนำลูกค้าในขั้นตอนการแจ้งเหตุเบื้องต้น ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับกรมธรรม์ รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการเริ่มตั้งเบิกสินไหม และสร้างรายการเคลมเข้าสู่ระบบของ Travelers โดยตรง Travelers คาดว่าระบบผู้ช่วยนี้จะสามารถรองรับสายแจ้งเหตุเบื้องต้นได้ประมาณ 100,000 สายภายในปีแรก
ช่องว่างระหว่างองค์กรชั้นนำและองค์กรระดับทั่วไป ไม่ใช่อุปสรรคที่ตายตัวจนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ องค์กรจำนวนมากยังอยู่ในระยะแรกเริ่มของการขยับจากการเปิดให้ใช้งานแบบกว้าง ๆ ไปสู่การประยุกต์ใช้ AI ในเชิงลึกและผสมผสานกับการทำงานมากขึ้น ความสำคัญของกลุ่มระดับแนวหน้าคือการสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางปฏิบัติใดที่ช่วยให้บริษัทสร้างแรงขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
หนึ่งในสัญญาณที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งบริษัทระดับแนวหน้ามีความได้เปรียบในการจัดการงานมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทชั้นนำใช้ AI ไม่เพียงเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ยังเพื่อช่วยให้พนักงานพัฒนาทักษะ ความเคยชิน และความมั่นใจที่จำเป็นต่อการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
องค์กรต่างๆ สามารถก้าวเข้าสู่ระดับแนวหน้าได้โดยการประเมินการใช้งานเชิงลึก การสร้างระบบกำกับดูแลที่เอื้อให้เกิดการใช้งานจริง การผลักดันระบบสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก การค้นหาทีมงานระดับผู้นำที่พร้อมขยายผลลัพธ์ของทีม และการก้าวข้ามรูปแบบแชตไปสู่การมอบหมายงานให้กับเอเจนต์
AI ในองค์กรกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและผู้นำจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อเข้าใจว่าอะไรช่วยเปลี่ยนการนำ AI มาใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจ
B2B Signals ติดตามพฤติกรรมและรูปแบบของบริษัทชั้นนำ ช่วยให้องค์กรเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าบริษัทชั้นนำเปลี่ยน AI ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร
รายงานฉบับแรกนี้มุ่งเน้นไปที่ความลึกซึ้งของการใช้งาน เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนต์ และรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมและสายงาน การอัปเดตในอนาคตจะติดตามความคืบหน้าของตัวชี้วัดเหล่านี้ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสัญญาณชี้วัดให้สอดคล้องกับการพัฒนา AI ในระดับองค์กร


