การขัดขวางปฏิบัติการหลอกลวงของเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา
OpenAI ขัดขวางขบวนการมิจฉาชีพที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งใช้ ChatGPT เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงด้านการลงทุน ความรัก การพนัน และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น
บทนำ
เมื่อต้นปีนี้ เราได้ขัดขวางปฏิบัติการของเครือข่ายมิจฉาชีพที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งใช้ ChatGPT ช่วยดำเนินกลโกงด้านการลงทุน ความรัก การพนัน และการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เราเริ่มตรวจสอบกิจกรรมดังกล่าวหลังได้รับเบาะแสจากทีมงาน WhatsApp และนับจากนั้นก็ได้แชร์ข้อมูลบ่งชี้ภัยคุกคามเพิ่มเติมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายมิจฉาชีพในปัจจุบันว่า กลุ่มอาชญากรที่ทำงานเป็นขบวนการแทบไม่เคยใช้กลโกงเพียงรูปแบบเดียว แต่จะเลือกใช้เรื่องราว ตัวตน และวิธีการต่างๆ ตามสถานการณ์ โดยพิจารณาว่าวิธีใดน่าจะหลอกเหยื่อได้ผลมากที่สุด จากการตรวจสอบของเรา เราพบอยู่เป็นประจำว่ามิจฉาชีพสลับไปใช้กลโกงหลายรูปแบบ หรือใช้กลโกงหลายวิธีร่วมกันภายในปฏิบัติการเดียว
ผู้ใช้บางรายในเครือข่ายนี้ยังสร้างเนื้อหาที่บ่งชี้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และการบังคับให้ก่ออาชญากรรม สิ่งที่เราพบสอดคล้องกับรายงาน(เปิดในหน้าต่างใหม่)จำนวนมากที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ(เปิดในหน้าต่างใหม่)เกี่ยวกับกลุ่มอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลอกคนมาทำงานโดยอ้างว่าเป็นงานสุจริต ก่อนทำให้คนเหล่านั้นติดอยู่ในภาวะผูกมัดด้วยหนี้สินและถูกบังคับให้ทำงาน แม้เราจะไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่าแต่ละคนที่เกี่ยวข้องตกอยู่ในสถานการณ์ใด แต่กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ลงมือหลอกลวงผู้อื่นอาจเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ผู้ก่อเหตุ
เราแบนเครือข่ายบัญชี ChatGPT ที่ประสานงานกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่ามีต้นทางในกัมพูชา และน่าจะดำเนินงานอยู่ในหรือใกล้เมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งรายงาน(เปิดในหน้าต่างใหม่)จากแหล่งข้อมูลสาธารณะหลายฉบับ(เปิดในหน้าต่างใหม่)ระบุถึงความเชื่อมโยง(เปิดในหน้าต่างใหม่)ของพื้นที่นี้กับศูนย์ปฏิบัติการมิจฉาชีพออนไลน์และขบวนการค้ามนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง
เครือข่ายนี้ใช้โมเดลของเราในการสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์และนำตัวตนเหล่านั้นไปใช้ในการหลอกลวง รวมถึงสร้างและแปลข้อความที่ส่งไปยังเป้าหมาย สร้างเนื้อหาโฆษณากลโกง และช่วยจัดการงานประจำวันของปฏิบัติการ
เช่นเดียวกับเครือข่ายมิจฉาชีพที่เราเคยขัดขวาง(เปิดในหน้าต่างใหม่)มาแล้ว ผู้ใช้บางรายยังนำ ChatGPT มาใช้ช่วยจัดการงานธุรการ ไม่ว่าจะเป็นการร่างประกาศภายใน การแปลข้อความที่ใช้สื่อสารกันระหว่างพนักงาน และการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการรับสมัครงาน สถานะการเข้าเมือง สภาพการทำงาน และการลงโทษทางวินัยของพนักงาน
พฤติกรรม
เครือข่ายนี้ใช้กลโกงหลายรูปแบบไปพร้อมกัน และมักนำวิธีการจากกลโกงแต่ละประเภทมาผสมกัน ตัวอย่างเช่น มิจฉาชีพสร้างตัวตนปลอมบนแพลตฟอร์มหาคู่เพื่อสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อ ก่อนชักชวนให้ลงทุนในโอกาสการลงทุนปลอมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตและการซื้อขายทองคำแบบสปอต นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ที่สวมตัวตนปลอมเพื่อพูดคุยเชิงชู้สาวกับเป้าหมายเป็นเวลานาน บางรายแอบอ้างเป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มพนันออนไลน์และเสนอเงินโบนัสหรือเงินรางวัลปลอม ขณะที่บางรายแอบอ้างเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและบอกเป้าหมายว่าต้องจ่ายค่าปรับเนื่องจากกระทำความผิดทางอาญาร้ายแรง
แม้เรื่องราวที่ใช้หลอกเหยื่อจะแตกต่างกัน แต่รูปแบบการหลอกลวงของผู้ใช้ในเครือข่ายนี้กลับคล้ายกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น สร้างและดูแลโปรไฟล์หาคู่ปลอม สร้างตัวตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ไม่มีอยู่จริง หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ พวกเขายังสร้างภาพเอกสารปลอม ตั้งแต่หนังสือเดินทางและหนังสือแจ้งทางกฎหมาย ไปจนถึงเอกสารยืนยันการซื้อหุ้นและหน้าจอแพลตฟอร์มการพนัน
ดังที่เราได้อธิบายไว้ใน(เปิดในหน้าต่างใหม่)รายงาน(เปิดในหน้าต่างใหม่)ก่อนหน้านี้(เปิดในหน้าต่างใหม่) มิจฉาชีพมักดำเนินการเป็นขั้นตอนคล้ายกันเมื่อติดต่อกับเป้าหมาย โดยเราเรียกสามขั้นตอนนี้ว่า การเข้าหาเป้าหมาย การสร้างอารมณ์ร่วม และการหลอกเอาเงิน
การเข้าหาเป้าหมาย: เครือข่ายนี้ใช้ ChatGPT เพื่อแปลและสร้างบทสนทนาสำหรับใช้พูดคุยกับเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มรับส่งข้อความ เช่น WhatsApp และ Telegram นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังสร้างเนื้อหาสำหรับโซเชียลมีเดียและค้นคว้าข้อมูลสำหรับจัดทำโปรไฟล์หาคู่ เพื่อให้ตัวตนปลอมที่สร้างขึ้นดูน่าเชื่อถือ
การสร้างอารมณ์ร่วม: มิจฉาชีพมักใช้ข้อความเพื่อทำให้เป้าหมายไว้วางใจและรู้สึกกดดันจนต้องรีบตัดสินใจ เช่น การรับประกันว่าจะได้ผลตอบแทนและอ้างว่าเป็นการลงทุนที่ “ไม่มีความเสี่ยง” การใช้ถ้อยคำเชิงชู้สาว การกำชับให้เก็บบทสนทนาไว้เป็นความลับ และการเร่งให้ดำเนินการทันทีโดยอ้างว่าโบนัสกำลังจะหมดอายุ ทั้งที่โบนัสนั้นไม่มีอยู่จริง
การหลอกเอาเงิน: มิจฉาชีพสั่งให้เหยื่อฝากเงินเพื่อรับรางวัลที่อ้างว่าจะได้รับ จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเปิดใช้งาน หรือชำระค่าปรับที่แต่งขึ้น จากนั้นให้ส่งภาพหน้าจอการโอนเงินหรือข้อมูลบัญชีเพื่อใช้เป็นหลักฐานการชำระเงิน

หน้าจอซื้อขายคริปโตปลอมที่มิจฉาชีพในเครือข่ายสร้างขึ้นโดยใช้ ChatGPT

ภาพที่มิจฉาชีพในเครือข่ายนี้สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อใช้โฆษณาโครงการลงทุนปลอม
ข้อบ่งชี้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์
เรายังพบเนื้อหาจากผู้ใช้บางรายที่อาจบ่งชี้ถึงกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการหลอกลวง เช่น การค้ามนุษย์หรือการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราตรวจจับและขัดขวางเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การสร้างโฆษณารับสมัครงานบนโซเชียลมีเดียสำหรับตำแหน่ง “พนักงานตอบแชต” ในปอยเปต โดยระบุว่าจะออกค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร วีซ่า และใบอนุญาตทำงานให้
นอกจากนี้ เรายังพบกิจกรรมที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพนักงานภายในปฏิบัติการ เช่น การบันทึกหนี้สินของพนักงาน การหักเงินเดือน ค่าปรับจากการทำผิดระเบียบ และการชำระหนี้เงินกู้ ผู้ใช้ยังแปลบทสนทนาเกี่ยวกับสถานะการเข้าเมือง ใบอนุญาตทำงาน การอยู่ในประเทศเกินระยะเวลาที่วีซ่ากำหนด และข้อเสนอจูงใจในการรับสมัครงาน
บทสนทนาบางส่วนยังกล่าวถึงการกักตัว การพยายามหลบหนี และความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดทางอาญาของผู้ที่ถูกค้ามนุษย์และบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวง แม้ข้อมูลจากบทสนทนาเหล่านี้จะไม่เพียงพอให้เราระบุได้ว่าแต่ละคนเผชิญกับสถานการณ์ใด แต่สิ่งที่พบสอดคล้องกับข้อมูลที่มีการ(เปิดในหน้าต่างใหม่)รายงานต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง(เปิดในหน้าต่างใหม่)เกี่ยวกับการดำเนินงานของกลุ่มอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งมิจฉาชีพในเครือข่ายนี้นำไปใช้โฆษณางานในกัมพูชาบนโซเชียลมีเดีย โดย OpenAI ได้ปกปิดข้อมูลบางส่วนในภาพ
ผลกระทบ
เราแบนบัญชี ChatGPT ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ แชร์ข้อมูลบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินมาตรการเพื่อให้ผู้ดำเนินการเหล่านี้กลับมาเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของเราได้ยากขึ้น
เรายังไม่ทราบมูลค่าความเสียหายทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ แต่จากการสื่อสารระหว่างมิจฉาชีพเอง ปฏิบัติการนี้อาจติดต่อกับเป้าหมายหลายร้อยรายผ่านกลโกงหลายรูปแบบ ในบทสนทนาของผู้ใช้ยังมีการกล่าวถึงเหยื่อบางรายที่สูญเสียเงินหลายพันดอลลาร์ แต่เราไม่สามารถยืนยันข้อมูลดังกล่าวได้ด้วยตนเอง
เมื่อมองในภาพรวม กรณีนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญสองประการ ประการแรก เครือข่ายมิจฉาชีพที่ทำงานเป็นขบวนการสามารถใช้กลโกงได้หลากหลายรูปแบบ โดยดำเนินกลโกงหลายประเภทไปพร้อมกันแทนที่จะใช้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ประการที่สอง การฉ้อโกงออนไลน์ อาชญากรรมที่ทำเป็นขบวนการ และการค้ามนุษย์มักเชื่อมโยงกันจนยากที่จะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้น การขัดขวางปฏิบัติการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องจัดการไม่เพียงแต่กิจกรรมที่ใช้หลอกเหยื่อโดยตรง แต่รวมถึงองค์กรอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลัง ควบคุมการดำเนินงาน และแสวงหาผลประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ด้วย