สนับสนุนสตาร์ทอัพ AI เจเนอเรชันใหม่ของไทย
OpenAI และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย กำลังเปิดตัวโครงการระยะเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพด้านสุขภาพ สุขภาวะ และการศึกษา พัฒนาแนวคิดที่มีศักยภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมนำไปใช้งานจริง
วันนี้ที่กรุงเทพฯ OpenAI และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย ประกาศเปิดตัวโครงการเร่งการเติบโตโครงการใหม่ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพไทยต่อยอดต้นแบบที่มีศักยภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานจริงและเติบโตต่อไปได้
โครงการ OpenAI x MHESI AI Accelerator รวบรวมสตาร์ทอัพ 10 แห่งที่ดำเนินงานในด้านสุขภาพ สุขภาวะ และการศึกษา นับเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนกับรัฐบาลไทยครั้งแรกของ OpenAI ที่มุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัพในประเทศ โดยดำเนินโครงการร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ซึ่งรวมถึงสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล และ Techsauce
การสาธิตศักยภาพของ AI ที่น่าสนใจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนเชื่อมั่นและพึ่งพาได้นั้นท้าทายกว่ามาก ทั้งต้องผ่านการทดสอบอย่างรอบคอบ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริง มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม และมีโมเดลธุรกิจที่รองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์ได้ งานเหล่านี้ยิ่งสำคัญในแวดวงสาธารณสุขและการศึกษา เพราะความผิดพลาดอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงและผลิตภัณฑ์ต้องมีความน่าเชื่อถือ
ตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะทำงานร่วมกับที่ปรึกษาจาก OpenAI และจากแวดวงเทคโนโลยี การวิจัย และสตาร์ทอัพทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้ต้นแบบก้าวไปสู่การนำไปใช้งานจริง
ประเทศไทยมีทั้งบุคลากรด้านเทคนิคที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญเชิงลึกในสาขาต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษา พร้อมด้วยชุมชนนักพัฒนา AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
จากข้อมูลภายในของเรา ประเทศไทยติด 20 อันดับแรกของโลกเมื่อวัดจากจำนวนผู้ใช้ ChatGPT ที่ใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ นับตั้งแต่ต้นปี 2569 จำนวนผู้ใช้งาน Codex เป็นประจำทุกสัปดาห์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 350 เท่า ส่งผลให้ไทยติด 20 อันดับแรกของโลกด้านการใช้งาน Codex เช่นกัน การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนทั่วประเทศไทยนำ AI มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในการเขียนซอฟต์แวร์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และทำงานที่มีความหมายให้สำเร็จ ขั้นต่อไปคือการช่วยผลักดันแนวคิดเหล่านี้ให้ก้าวจากต้นแบบในระยะแรกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนสามารถใช้งานและไว้วางใจได้
ผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นแรกประกอบด้วยสตาร์ทอัพด้าน AI สำหรับการแพทย์และสุขภาวะ 5 แห่ง และด้านการศึกษาอีก 5 แห่ง
ทั้งสองสาขาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว และเหมาะอย่างยิ่งกับโซลูชันที่ผสาน AI เข้ากับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับบริบทของไทย การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ความต้องการแนวทางใหม่ๆ ด้านการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการใช้ชีวิตอย่างอิสระเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การยกระดับผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้และการเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

สตาร์ทอัพ 10 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ CARIVA, Wello Food, Dietz, Precisionize, FitSloth, Curico, insKru, Floaino, EasyKids Robotics และ Globish โดยได้รับการคัดเลือกร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่ายนวัตกรรมของ อว. โดยมีทีมที่เคยเข้าร่วม AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok เมื่อต้นปีนี้รวมอยู่ด้วย
แต่ละบริษัทมุ่งแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง โดยโครงการเร่งการเติบโตนี้จะช่วยให้แต่ละทีมนำความเชี่ยวชาญในสาขาของตนมาผสานกับความสามารถของ AI ระดับแนวหน้า เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนและองค์กรทั่วประเทศไทย
ตลอดระยะเวลาโครงการ สตาร์ทอัพจะทำงานเคียงข้างที่ปรึกษาจาก OpenAI เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และเตรียมความพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริง
OpenAI จะมอบเครดิต API มูลค่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แต่ละทีม พร้อมคำแนะนำด้านเทคนิคแบบตัวต่อตัวและสิทธิ์เข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้ารุ่นล่าสุดของ OpenAI สตาร์ทอัพแต่ละรายจะมีที่ปรึกษาประจำตลอดระยะเวลาของโครงการด้วย กิจกรรมประจำสัปดาห์จะครอบคลุมการออกแบบผลิตภัณฑ์ วิศวกรรม การทดสอบอัตโนมัติ การประเมินผล AI ที่มีความรับผิดชอบ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย การบริหารต้นทุน การเติบโต และการระดมทุน
อว. จะช่วยให้ทีมที่เข้าร่วมโครงการเข้าถึงเครือข่ายนักวิจัยและบุคลากรที่มีความสามารถของไทย ขณะที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จะเชื่อมโยงทีมกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายที่สนับสนุนการเติบโตในประเทศ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลจะสนับสนุนทั้งความเชี่ยวชาญทางวิชาการและผู้ให้คำปรึกษา
สตาร์ทอัพแต่ละแห่งจะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับช่วง 8 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิตภัณฑ์ การทดลองใช้งาน การประเมินผล หรือความก้าวหน้าทางธุรกิจ เมื่อสิ้นสุดโครงการ แต่ละทีมจะต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมข้อมูลจากผู้ใช้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย ผลการประเมินเบื้องต้น และแนวทางที่ชัดเจนและเป็นไปได้ในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานจริง
CARIVA กำลังพัฒนาเอเจนต์เสียงที่รองรับหลายภาษาเพื่อให้บริการผู้ที่โทรเข้ามายังโรงพยาบาล ระบบนี้ออกแบบมาให้สื่อสารด้วยภาษาที่ผู้ป่วยต้องการ ช่วยจัดการคำขอทั่วไป เช่น การนัดหมาย และตรวจจับได้เมื่อผู้โทรอาจกำลังแจ้งอาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
ระหว่างโครงการ CARIVA จะทำงานร่วมกับ OpenAI เพื่อพัฒนาวิธีประเมินผลและกลยุทธ์กำกับการทำงานสำหรับโมเดลเสียงแบบเรียลไทม์ ภายในวัน Demo Day ทีมตั้งเป้านำความสามารถแรกไปใช้กับระบบรับสายจริงของโรงพยาบาลนำร่อง
Curico กำลังพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ที่มี AI สนับสนุนสำหรับเด็ก ครอบครัว และบุคลากรทางการศึกษา
ภายในวันสาธิตผลงาน Curico ตั้งเป้าทดลองใช้แพลตฟอร์มในศูนย์พัฒนาเด็กของกรุงเทพมหานคร และวางแนวทางเพื่อขยายการใช้งานไปยังศูนย์มากกว่า 200 แห่ง นอกจากนี้ ทีมยังวางแผนอบรมครูมากกว่า 200 คนผ่านเวิร์กช็อปหนังสือนิทาน AI ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทดลองใช้ AI ช่วยตรวจให้คะแนนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาโครงการนำร่องใหม่ในโรงเรียนร่วมกับกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงขยายแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับครอบครัวให้มีผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือนมากกว่า 1,000 คน
โครงการจะปิดท้ายด้วยงาน Demo Day ที่กรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมจะสาธิตผลงานที่สร้างขึ้น นำเสนอหลักฐานจากผู้ใช้และการประเมินผลิตภัณฑ์ ตลอดจนแผนการนำไปใช้งานและการเติบโต
งานนี้จะรวบรวมนักลงทุน หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงเรียน ลูกค้าที่มีศักยภาพ และองค์กรอื่นๆ ที่สามารถช่วยผลักดันต้นแบบที่ประสบความสำเร็จไปสู่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง
สตาร์ทอัพกลุ่มแรกนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นในระยะยาว เรามุ่งสร้างรูปแบบการสนับสนุนที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ ด้วยการผสานความร่วมมือจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ นักลงทุน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพไทยสร้างผลิตภัณฑ์ AI ที่ผู้คนไว้วางใจได้ และนำโซลูชันที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยไปสู่เวทีโลก

