จากข้อมูลสู่การตัดสินใจ: LSEG ขยายการใช้ AI ที่เชื่อถือได้อย่างไร
LSEG ผสานเทคโนโลยีของ OpenAI เข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลระดับโลก เพื่อเร่งการสร้างข้อมูลเชิงลึก นวัตกรรม และลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
~2 weeks
ระยะเวลาในรอบการปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่จาก 6 เดือน เหลือเพียงประมาณ 2 สัปดาห์
~4 weeks
จากคำขอของลูกค้าสู่การใช้งานจริง
London Stock Exchange Group (LSEG)(เปิดในหน้าต่างใหม่) เป็นศูนย์กลางของตลาดการเงิน ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลสำหรับตลาดการเงินระดับโลกชั้นนำ บริษัทสนับสนุนลูกค้ามากกว่า 40,000 ราย และผู้ใช้ปลายทาง 400,000 ราย ในตลาดประมาณ 190 แห่ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา LSEG ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้าน AI และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อขับเคลื่อนโมเดลทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูล แต่การมาถึงของ Generative AI ได้นำมาซึ่งโอกาสครั้งสำคัญในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่แค่การยกระดับระบบให้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีที่คนเข้าถึงข้อมูล การสร้างผลลัพธ์เชิงลึก และการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
ความท้าทายนั้นชัดเจน แม้องค์กรจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัย แต่การทำงานเชิงความรู้ภายในองค์กรยังต้องอาศัยการสังเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง เวิร์กโฟลว์ที่กระจัดกระจาย และกระบวนการที่ใช้เวลามาก ซึ่งทำให้การสร้างข้อมูลเชิงลึกเป็นไปอย่างล่าช้าและขยายผลได้ยาก
“AI คือจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีการลงมือทำเท่านั้น”
ณ เวลานั้น OpenAI กลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลงตัวที่สุด ด้วยศักยภาพของโมเดลที่เหนือชั้น อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย รวมถึงระบบนิเวศที่ลูกค้าของ LSEG ต่างให้การยอมรับและใช้งานในปัจจุบัน
LSEG ใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบในการนำ Generative AI มาปรับใช้ โดยเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและขยายผลอย่างมีความรับผิดชอบ
บริษัทเลือก OpenAI โดยพิจารณาจากคุณภาพของโมเดล ความพร้อมสำหรับองค์กร และความสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ลูกค้าของ LSEG จำนวนมากใช้งาน ChatGPT อยู่แล้ว จึงเกิดเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการผสานข้อมูลที่เชื่อถือได้ของ LSEG เข้ากับเวิร์กโฟลว์เหล่านั้นโดยตรง
“นั่นทำให้เกิดความร่วมมือที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ” Max Grigoryev ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายผลิตภัณฑ์ AI กล่าว “เราพัฒนาวิธีการดำเนินงานภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพขึ้น พร้อมช่วยให้ลูกค้านำข้อมูลของเราไปใช้ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว”
LSEG ได้นำ ChatGPT Enterprise และ OpenAI APIs มาปรับใช้ทั่วทั้งองค์กร ทำให้พนักงานหลายพันคนทั่วโลกสามารถใช้งานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมงานทั้งฝ่ายผลิตภัณฑ์ วิศวกรรม การวิจัย และปฏิบัติการ เริ่มใช้ AI ในการร่างรายงาน สังเคราะห์ข้อมูลตลาด สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้คล่องตัวยิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์หันมาใช้ ChatGPT เพื่อสรุปข้อมูลทางการเงินและการตลาดจำนวนมหาศาล ซึ่งช่วยลดเวลาในการค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นและเร่งการสร้างข้อมูลเชิงลึกให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทีมผลิตภัณฑ์ใช้ AI ในการสร้างต้นแบบฟีเจอร์ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทีมธุรกิจสามารถจัดทำเอกสารและการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน LSEG ก็ได้วางกรอบการกำกับดูแลไว้ตั้งแต่เริ่มต้น แนวทางนี้ครอบคลุมถึงกรอบการประเมินโมเดล การตรวจสอบโดยมนุษย์สำหรับผลลัพธ์ที่สำคัญ และมาตรการควบคุมความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด
“เราไม่ได้ตีกรอบหรือปิดกั้นผู้ใช้งาน แต่เราเน้นไปที่การช่วยให้พวกเขาทำงานได้เก่งขึ้น” แม็กซ์อธิบาย “มอบเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับทำให้มั่นใจว่าทุกอย่างยังคงปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนด”
การใช้งานขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากความกระตือรือร้นของพนักงานในระดับปฏิบัติการ ผู้ใช้งานกลุ่มแรกพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าในทันที ส่งผลให้เกิดแรงส่งในการนำ AI มาใช้ต่อในทีมงานและภูมิภาคต่างๆ
“จากเดิมที่ลูกค้าเคยคาดหวังว่าโครงการต่างๆ จะต้องใช้เวลาดำเนินงานถึง 9 เดือน ตอนนี้พวกเขาคาดหวังที่จะเห็นผลลัพธ์ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น การเปลี่ยนแนวคิดเช่นนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง”
พนักงานต่างให้ผลตอบรับเชิงบวกต่อความแม่นยำของ ChatGPT ในการจัดการงานที่ซับซ้อน โดยสามารถประหยัดเวลาได้อย่างชัดเจน ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเองลง
“สิ่งที่เปลี่ยนไปจากการใช้ ChatGPT คือเราสามารถขยายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดได้ง่ายขึ้น ทำงานต่างๆ ให้เสร็จรวดเร็วขึ้น โดยที่ยังคงรักษามาตรฐานและทักษะที่เราให้ความสำคัญไว้ได้เหมือนเดิม” Emily Prince หัวหน้ากลุ่มงาน AI ของ LSEG กล่าว “นั่นถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ในแง่ของประสิทธิภาพ แต่รวมถึงวิธีที่ผู้คนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาด้วย”
ผลลัพธ์:
- ลดรอบระยะเวลาในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์จากเดิม 3–6 เดือน ให้เหลือเพียง 2 สัปดาห์
- ช่วยให้พนักงานหลายพันคนทั่วโลกสามารถใช้งานได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
- เร่งระยะเวลาการส่งมอบงานให้ลูกค้า โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 4 สัปดาห์นับจากวันที่ได้รับคำขอจนถึงขั้นเริ่มการผลิตจริง
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักวิเคราะห์ด้วยการวิจัยและการสังเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการเพิ่มความเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ายต่างๆ
- เพิ่มความเร็วในการสร้างนวัตกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดเป็นต้นแบบได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
“ในอดีต การนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมักใช้เวลาสามถึงหกเดือน เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ การปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมาย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการส่งมอบ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หลายรายการที่เรากำลังพัฒนาให้พร้อมสำหรับการใช้งาน AI นั้นมีวงจรการเปิดตัวอยู่ที่รอบละ 2 สัปดาห์”
- ทบทวนเวิร์กโฟลว์ใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงงานรายชิ้น เพราะผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดมาจากการออกแบบวิธีการทำงานใหม่
- การช่วยให้ทีมงานเข้าถึงเครื่องมือได้ในวงกว้างตั้งแต่แรกช่วยเพิ่มความเร็วในการเรียนรู้และขยายผลการใช้งานจริงได้
- สร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วและความเชื่อมั่น: ระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็งช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่เร็วขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม
- เปิดโอกาสให้ทดลอง: นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามอบความไว้วางใจให้พนักงานได้สำรวจและเรียนรู้ด้วยตนเอง
- หลีกเลี่ยงความสุดโต่ง: แนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อ AI คือการนำมาใช้อย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ
“คนที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุดไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็นเท่านั้น แต่พวกเขากำลังลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับวิธีการทำงานเดิมของตัวเองอย่างจริงจัง”
- เริ่มต้นด้วยกรณีการใช้งานที่มีผลกระทบสูงและความเสี่ยงต่ำ: การกำกับดูแลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายการใช้งานอย่างปลอดภัยสำหรับ LSEG
- สนับสนุนผู้ใช้งานกลุ่มแรก: การนำระบบไปปรับใช้ที่ LSEG ขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นถึงคุณค่าที่ชัดเจนในทันที
- ลงทุนในการฝึกอบรมและการส่งเสริมศักยภาพ: กรณีการใช้งานที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นจากผู้ใช้เอง
- เข้มงวดกับผลลัพธ์: ระบุให้ชัดเจนว่าความสำเร็จควรเป็นอย่างไรก่อนที่จะขยายผล
ปัจจุบัน LSEG กำลังยกระดับการใช้งาน AI โดยมุ่งเน้นไปไกลกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพรายบุคคล ไปสู่การประยุกต์ใช้ AI ในระดับกระบวนการทำงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการผสาน AI เข้ากับกระบวนการวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ให้บริการแก่ลูกค้าโดยตรง
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการผสานโมเดลของ OpenAI เข้ากับข้อมูลที่น่าเชื่อถือของ LSEG ผ่านระบบอย่าง Model Context Protocol ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบได้โดยตรงภายในกระบวนการทำงานของ AI
“สำหรับลูกค้าของเรา ความรวดเร็วในการได้รับข้อมูลเชิงลึกคือหัวใจสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำกว่าที่เคย” แม็กซ์กล่าว “นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำให้เป็นไปได้”
เมื่อมองไปข้างหน้า LSEG เชื่อว่าโอกาสสำคัญที่สุดอยู่ที่การขยายผลในวงกว้าง เพื่อช่วยให้พนักงานและลูกค้าทั่วโลกเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างเต็มรูปแบบในการปรับเปลี่ยนวิธีคิด การพัฒนาชิ้นงาน และการตัดสินใจต่างๆ
“ลองจินตนาการถึงภาพของพนักงาน 27,000 คนที่เดินหน้าใช้ AI อย่างมั่นใจดูสิ เราจะเห็นได้ว่าโอกาสแห่งความสำเร็จนั้นไม่ธรรมดาเลย วันนี้เราเห็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ และวันข้างหน้าเราจะเติบโตได้ไกลกว่านี้อีกมาก”


