ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
OpenAI

16 กรกฎาคม 2569

เมื่อ OpenAI ใช้ OpenAI

Codex กลายมาเป็นผู้ร่วมงานของทีมครีเอทีฟของ OpenAI ได้อย่างไร

กำลังโหลด…

เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความที่ถ่ายทอดตัวอย่างการใช้งานจริงจากภายใน OpenAI ว่านำเทคโนโลยีและ API ของตนเองมาประยุกต์ใช้อย่างไร OpenAI ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำงานจริงภายในองค์กร และเราแชร์ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า AI ระดับแนวหน้าช่วยขับเคลื่อนการทำงานของทีมต่างๆ ของเราในเคสการใช้งานที่หลากหลายได้อย่างไร

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า Codex มีไว้สำหรับวิศวกรและนักพัฒนาเท่านั้น แต่สำหรับ Chad Nelson ผู้เชี่ยวชาญด้านงานครีเอทีฟของ OpenAI แล้ว Codex ได้กลายเป็นทั้งผู้ช่วยแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และผู้ร่วมงานคนสำคัญ หน้าที่ของ Chad คือสำรวจว่าโมเดลของ OpenAI สามารถเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ทีมครีเอทีฟทำอะไรได้บ้าง ก่อนจะต่อยอดสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นเดโม เวิร์กโฟลว์ และไอเดียที่พาร์ทเนอร์ด้านแบรนด์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้

หลังจากทำงานกับซอฟต์แวร์มาตรฐานสำหรับครีเอทีฟมาโดยตลอด Chad รู้สึกประทับใจที่ Codex ช่วยให้เขาสร้างเครื่องมือที่ดียิ่งขึ้น ออกแบบเวิร์กโฟลว์ตามความต้องการ และพัฒนาแนวทางแคมเปญที่อิงจากบริบททั้งหมดของโปรเจกต์

“I’m actually bringing Codex sketches, storyboards, and design style guides—things that you wouldn’t assume Codex could understand. But it not only understands those things, it actually helps me collaborate and create utilizing those different assets.”
—Chad Nelson, Creative Specialist, OpenAI

การสร้างเครื่องมือแบบกำหนดเองที่เข้าใจโจทย์งาน

“เครื่องมือที่ผมใช้มาตลอดไม่รู้เลยว่าผมกำลังทำโปรเจกต์อะไรอยู่ ทำงานให้แบรนด์ไหน หรือกำลังพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์อะไร” Chad กล่าว “Codex และ ChatGPT เข้าใจบริบทของงาน พวกมันเข้าใจว่าผมกำลังทำงานให้กับลูกค้ารายนี้ กับผลิตภัณฑ์นี้ โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เหล่านี้

Codex ยังสามารถทำความเข้าใจคู่มือแบรนด์ คู่มือสไตล์ แบบอักษร และการจัดองค์ประกอบได้ด้วย และเมื่อมีความเข้าใจเหล่านี้ ก็ยิ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านงานครีเอทีฟของแต่ละโปรเจกต์ได้ดียิ่งขึ้น

การกำหนดทิศทางของแคมเปญขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ และอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดผ่านผลงาน Chad ค้นพบว่า Codex นำบริบททั้งหมดมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลและสื่อประกอบทุกประเภทได้ในแบบที่เครื่องมือเดิมไม่สามารถทำได้

นอกจากนี้ เขายังใช้ Codex ในการสร้างและปรับแต่งเครื่องมือให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาแต่ละด้านโดยเฉพาะ

เขาสามารถอธิบายเวิร์กโฟลว์ที่ต้องการด้วยภาษาธรรมดาทั่วไป และขอให้ Codex ช่วยสร้างเวิร์กโฟลว์นั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อคีย์ API การสร้างต้นแบบอินเทอร์เฟซ หรือการออกแบบ UI เฉพาะทางเพื่อใช้ทดลองแนวทางการสื่อสารด้วยภาพ Codex ก็ช่วยได้

“เมื่อใช้ Codex ผมสามารถสร้างเครื่องมือ อินเทอร์เฟซผู้ใช้ แถบเลื่อน และตัวควบคุมได้จริงๆ” เขากล่าว “ผมสามารถปรับองค์ประกอบภาพของกล้องหรือการจัดแสง และสร้างเงาแบบเรียลไทม์ที่มีความลึกและมิติได้”

เปิดพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ

Codex ยังช่วยให้การสำรวจแนวคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ Chad มีเวลาเพียงวันเดียวในการหาไอเดียสำหรับแคมเปญที่หลากหลายให้กับลูกค้ารายใหม่ ปกติแล้วเขาอาจพัฒนาแนวทางของแคมเปญได้สัก 5 แนวทาง หรืออาจถึง 10 แนวทางหากมีเวลามากพอ แนวทางจำนวนมากคงเป็นเพียงการต่อยอดจากไอเดียเดียวกัน โดยมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย

Chad เริ่มใช้งาน Codex ด้วยการป้อนบริบทของโปรเจกต์ให้ระบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ แนวทางการทำงานบางส่วน รวมถึงเป้าหมายของลูกค้า เขายังระบุโทนที่ต้องการให้แคมเปญสื่อสารออกมาด้วย

ภายในเวลาเพียงวันเดียว Chad และ Codex ร่วมกันสร้างแนวทางสำหรับแคมเปญได้ถึง 50 แนวทาง ก่อนที่เขาจะนำมาทบทวนและคัดเลือกจนเหลือ 10 ไอเดียที่ดีที่สุด “สิ่งที่ผมพบคือ Codex ช่วยให้ผมต่อยอดไอเดียอย่างสร้างสรรค์ และสำรวจตัวเลือกที่หลากหลายเหล่านี้ได้โดยรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น” เขากล่าว

เมื่อมีไอเดียให้เลือกมากขึ้น Chad จึงสามารถนำเสนอชุดตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการพิตช์งาน แม้จะมีเวลาจำกัดก็ตาม

เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ให้เป็นต้นแบบได้เร็วขึ้น

Codex ช่วยเสริมศักยภาพของทีมครีเอทีฟในจุดที่การทำงานมักชะลอตัวลง ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดเบื้องต้น การออกแบบเวิร์กโฟลว์ ไปจนถึงการลงมือพัฒนาในเชิงเทคนิค

เมื่อ Chad มีต้นแบบอยู่ในใจ เขาสามารถอธิบายมันและเริ่มสร้างผลงานได้ หากเวิร์กโฟลว์มีส่วนที่ต้องอาศัยชุดข้อมูลรูปแบบใหม่หรือการเชื่อมต่อ API เขาสามารถอาศัย Codex ช่วยประสานงานส่วนต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน และถ้าเขาติดขัด เขาสามารถอธิบายปัญหาด้วยภาษาธรรมดาและค่อยๆ แก้ไขปัญหาไปได้ โดยไม่หลุดจากจังหวะความคิดสร้างสรรค์

สำหรับทีมครีเอทีฟ มันช่วยลดช่องว่างระหว่างไอเดียและการลงมือทำ:

  • อุปสรรคทางเทคนิคที่ครั้งหนึ่งเคยต้องมีการส่งต่องาน สามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์เดียวกันได้
  • ผู้กำกับฝ่ายครีเอทีฟสามารถทำงานกับการควบคุมองค์ประกอบภาพและแสงได้ แทนการใช้พรอมต์ยาวๆ
  • นักออกแบบสามารถสร้างต้นแบบของอินเทอร์เฟซได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการกำหนดขอบเขตและพัฒนาเครื่องมือเฉพาะขึ้นมาก่อน
  • ทีมงานสามารถสำรวจแนวคิดได้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยยังคงให้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญ

หากมองในภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าประสบการณ์ของ Chad สะท้อนให้เห็นวิธีใหม่ๆ ที่ทีมครีเอทีฟใช้ AI นั่นคือการสร้างระบบที่ช่วยให้พวกเขาสร้างสรรค์ ประเมิน และต่อยอดไอเดียไปพร้อมกับการพัฒนาของผลงาน

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการใช้ Codex คือ ถ้าคุณมีไอเดียเกี่ยวกับเวิร์กโฟลว์งานสร้างสรรค์ โซลูชัน หรืออินเทอร์เฟซ ก็ลองขอให้ Codex ช่วยได้เลย” เขากล่าว “แค่บอก Codex ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วอีกแค่ 10 นาที คุณก็จะได้เห็นต้นแบบของไอเดียนั้น”

  • Codex
  • 2569

ผู้เขียน

OpenAI